Posted by: mewzie | กุมภาพันธ์ 9, 2011

Nowhere Boy – Isn’t he a bit like you and me?

He’s a real nowhere man,
Sitting in his Nowhere Land,
Making all his nowhere plans
for nobody.

 

เคยลองจัดอันดับเพลงของ Beatles ที่ชอบอย่างจริงจัง โดยเลือกมาแค่ 10 เพลง

Nowhere Man ก็เป็นหนึ่งในเพลงนั้น

หลายๆ ครั้งที่รู้สึกสับสนในตัวเอง ไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนดี

ฟังเพลงนี้แล้วอินทุกครั้งเลย…

 

แต่ตอนนี้เราจะไม่พูดเรื่องเพลงหรอกค่ะ :p

 

กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังจากไม่ได้เขียนไปเป็นปี ยอมรับเลยว่าขี้เกียจ เพราะไม่ว่าจะหาเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีเรื่องจะเขียน บลาๆๆ ท้ายที่สุดมันก็เพราะความขี้เกียจนั่นแหละค่ะ เพราะเอาจริงๆ ปีที่ผ่านมาถ้าจะให้เขียนรีวิวหนังทุกเรื่องที่ดูมาลงบล็อก ก็คงจะได้ไม่ต่ำกว่า 40 บทความเลยทีเดียว

 

ดังนั้นวันนี้ก็เลยจะเอาเรื่องหนังมาเขียนอีกครั้ง แต่ขอแอบให้เกี่ยวกับ Beatles หน่อยเหอะ 55+ เป็นเรื่องที่เพิ่งดูผ่านไปไม่นาน คือ Nowhere Boy (2009) นั่นเอง…

 

Nowhere Boy เป็นหนังชีวประวัติเล่าเรื่องราวของ John Lennon ในช่วงวัยรุ่นก่อนที่จะเป็น The Beatles (ประมาณปี 1955-1960) สมัยที่อาศัยอยู่บ้านป้า Mimi และเริ่มสานความสัมพันธ์กับแม่ คือ Julia อีกครั้ง และ Julia นี่เองที่ทำให้ John Lennon รู้จัก Rock ‘n’ Roll เริ่มตั้งวงดนตรี และกลายมาเป็นตำนานกับ The Beatles

 

เริ่มที่ John นั้นเกิดมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อมีอาชีพทำการค้าทางทะเล ทำให้ตอนที่ Julia คลอดนั้นพ่อของเขาไม่ได้อยู่ด้วย ทำให้ Julia ไปมีสามีใหม่ แต่พอเด็กน้อย John อายุได้ 6 ขวบ พ่อของเขาก็กลับมา แต่ Julia ก็ดันท้องกับคนอื่นไปแล้ว ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้น John ต้องเลือกว่าจะอยู่กับแม่ที่ไปมีครอบครัวใหม่ หรือจะอยู่กับพ่อแต่ต้องขึ้นเรือไปออสเตรเลีย!

 

คนที่รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดคือป้า Mimi พี่สาวของ Julia เธอไม่ต้องการให้หลานไปออสเตรเลีย และไม่ไว้วางใจว่าน้องสาวอย่าง Julia จะเลี้ยงลูกได้ดี ป้า Mimi จึงรับเอา John มาเลี้ยงตั้งแต่นั้นมา เธอและสามีเองก็ไม่มีลูก จึงรัก John เหมือนกับเป็นลูกแท้ๆ แต่เพราะความห่วงก็ทำให้ Mimi เลี้ยง John อย่างเข้มงวด

 

จนเมื่อสามีของป้า Mimi เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ทำให้ John พบกับแม่ของเขาคือ Julia อีกครั้งในงานศพ เขาเริ่มต้นความสัมพันธ์กับแม่อีกครั้ง และด้วยความที่ Julia เป็นสาวเปรี้ยวลั้ลลา แตกต่างจากป้า Mimi อย่างสิ้นเชิง ทำให้ John ติด Julia มากเพราะเธอเข้ามาเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เขา ทำให้รู้จัก Rock ‘n’ Roll, Elvis, Bill Haley, Buddy Holly ฯลฯ และทำให้ John ตั้งวงดนตรี The Quarrymen ขึ้นมา และได้พบกับ Paul McCartney และ George Harrison

 

หนังชี้ให้เห็นถึงปมปัญหาด้านครอบครัวของ John Lennon เมื่อเขาสร้างปัญหาในโรงเรียน ทำให้ถูกพักการเรียน จึงหนีไปอยู่บ้านแม่โดยไม่บอกป้าเรื่องโรงเรียน แต่อยู่บ้านแม่ได้ไม่นาน เพราะสามีของแม่ไม่พอใจ ทำให้ความรู้สึกเมื่อตอน 6 ขวบกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เขากลายเป็นเด็กที่ไม่มีที่ไป ไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ เป็น real nowhere boy….

 

Nowhere Boy เป็นหนังที่ดูเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ฉูดฉาด ไม่แปลกใหม่ บทสนทนาก็ไม่กระชากอารมณ์เท่าที่ควร เน้นถ่ายมุมกล้องสวยๆ น่าแปลกใจที่ได้คะแนนในเว็บไซต์มะเขือเทศเน่าถึง 80% ทั้งๆ ที่ในควารรู้สึกเราให้อยู่ที่ประมาณ 65% หรือมากสุดก็แตะๆ 70% เท่านั้น

 

สรุปว่าเรื่องนี้ดูจบแล้วก็เฉยๆ หากไม่ดูก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่ใครที่เป็นแฟน The Beatles ถ้าเสพย์ได้ก็เสพย์ค่ะ :)

 

Doesn’t have a point of view,
Knows not where he’s going to,
Isn’t he a bit like you and me?

 

ขอปิดท้ายด้วย เพลง Mother จากงานเดี่ยวของ John Lennon ซึ่งเป็น End Credit ของหนังเรื่องนี้ด้วย

 

 

ป.ล.1 ในหนังเรื่องนี้บอกว่า ป้า Mimi เป็นคนซื้อกีต้าร์ตัวแรกให้ John แต่ในความเป็นจริงแล้วคนที่ซื้อให้คือแม่ Julia ตะหาก (แต่ป้า Mimi พยายาม claim ว่าตัวเองเป็นคนซื้อให้)

ป.ล.2 Aaron Johnson วัย 20 ปี ผู้รับบท John Lennon (ซึ่งเราคงคุ้นหน้าพ่อหนุ่มคนนี้จาก Kick Ass) พบรักกับ Sam Taylor-Wood ผู้กำกับในกองถ่าย ซึ่งตอนนี้มีลูกด้วยกันไปแล้วเรียบร้อย โดยทั้งคู่มีอายุห่างกันถึง 23 ปี!

ป.ล.3 หลังจากดู Nowhere Boy จบ เหล่าแฟน Beatles ควรไปหา Backbeat (1994) มาดูต่อ เพราะ timeline แทบจะต่อกันทันทีเลยทีเดียว

 

 

 

 

Posted by: mewzie | มกราคม 20, 2010

Inspiration of Names from The Beatles’ songs (2)

หลังจากเขียนที่มาที่ไปของชื่อในเพลง the bealtes ใน part แรกไปแล้ว ก็ว่าจะรีบมาเขียน part 2 ต่อให้จบในอาทิตย์ถัดมา

แต่กลายเป็นว่าเหนื่อยเกินกว่าที่จะเขียน ทั้งอ่อนแรงจากการไปดูคอนเสิร์ต Green Day เมื่อวันที่ 12 มกรา (คนเบียดโคดดดด แต่มันส์มาก จนอยากจะร้องไห้ แถมพี่ Billie Joe ยังร้องเพลง Hey Jude ของ The Beatles อีกด้วย!!) และเหน็ดเหนื่อยสมองจากการทำ final project วิชา Ad Campaign สุดโหด

><

มาต่อกันเลยดีกว่าค่ะ……คราวที่แล้วเราจบลงที่ Lovely Rita คราวนี้จะมาต่ออย่างรวดเร็ว??? ค่ะ

………………..

7. Lucy in the Sky with Diamonds

เพลงอารมณ์วึ้งๆ วิ้งๆ ในยุคที่ The Beatles เริ่มเข้าสู่แนว Psychedelic Rock  ฟังแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังเมายา !! จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปว่าจริงๆ แล้ว Lucy in the Sky with Diamonds นี้ เป็น code ที่หมายถึง LSD จนทำให้ BBC แบนเพลงนี้ไปเลย ซึ่ง Lennon ออกมาปฏิเสธว่าเพลงนี้ไม่ได้หมายถึงยา LSD สักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่าในยุคที่แต่งเพลงนี้นั้น The Beatles เริ่มเข้าสู่การใช้ยาเสพย์ติด เพื่อให้เกิดการทดลองแนวเพลงใหม่ๆ เพลง Lucy in the Sky with Diamonds จึงได้รับอิทธิพลจาก LSD เป็นแน่แท้ (ไม่อย่างนั้นเพลงมันคงจะไม่ออกมาเหมือนเมายาอยู่แบบที่ได้ยินกันหรอก!!!!)

แต่หากว่าเพลงนี้ไม่เกี่ยวกับยา LSD แบบที่ลุง Lennon บอก เพลงนี้มันก็มีที่มาค่ะ ย้อนไปเมื่อปี 1966 สมัยที่ Julian ลูกของ John Lennon ยังเด็กๆ เขากลับจากเนิร์สเซอรี่  แล้วโชว์ภาพวาดของเขาที่วาดรูปเพื่อนร่วมชั้นชื่อ Lucy O’Donnell ให้ปะป๊าดู เป็นภาพเด็กผู้หญิง ที่มีดวงตาเป็นรูป diamond-shaped พร้อมกับบอกปะป๊าว่า “That’s Lucy in the sky with diamonds” และนั่นก็ทำให้ John Lennon เกิดไอเดียและมาแต่งเป็นเพลงที่ให้อารมณ์เมายาเพลงนี้

ภาพ Lucy in the Sky with Diamonds วาดโดย Julian Lennon

Lucy O’Donnell Vodden (Vodden คือนามสกุลหลังแต่งงาน) ผู้เป็นที่มาของเพลงนี้ เป็นเพื่อนสมัยเด็กกับ Julian ที่ Heath House School ช่วงประมาณปี 1966 ขณะที่อายุ 3-4 ขวบ ที่เซอร์ไพรส์มากคือกว่า Lucy จะรู้ว่าตัวเองเป็นที่มาของเพลงนี้ก็ปาเข้าไปปี 2007 เป็นที่น่าเศร้าว่า Lucy O’Donnell Vodden ผู้เป็นที่มาของเพลงนี้นั้น เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วด้วยโรค SLE ขณะอายุ 46 ปี โดยขณะที่ Julian ทราบข่าวการ ป่วยของ Lucy เขาก็ส่งดอกไม้และการ์ดไปเยี่ยม และเมื่อเขาทราบว่า Lucy ใช้เวลาในระหว่างรักษาตัวในการดูแลสวนและปลูกต้นไม้ Julian ก็ส่ง gift vouchers ของร้านแต่งสวนไปให้ ซึ่ง Lucy ได้กล่าวไว้ว่า ที่ Julian ทำนั้นน่ารักมากๆ เพราะตั้งแต่จบจากโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เธอเคยเห็น Julian แค่ตอนไปดูคอนเสิร์ตของเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากการเสียชีวิตของเธอ Julian ก็ได้ออกซิงเกิ้ลในเดือนธันวาคมปี 2009 ชื่อว่า “Lucy” เพื่ออุทิศให้แก่เพื่อนสมัยเด็กของเขา ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เพลงของ The Beatles

Lucy O'Donnell Vodden ผู้เป็นที่มาของเพลง ภาพซ้ายคือสมัยเด็กที่เป็นเพื่อนเล่นกับ Julian ส่วนภาพขวาถ่ายในปี 2007 ก่อนที่เธอจะป่วยและเสียชีวิตด้วยโรค SLE

ในส่วนภาพวาด Lucy ของ Julian นั้น ถูกเก็บไว้กับ Cynthia Lennon แม่ของเขา จนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายนปี 2009 (ปีที่แล้วนี่เอง) ที่ภาพวาดนี้หายไปและไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ซึ่งช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่เพิ่งผ่านมา Julian ให้สัมภาษณ์ออกทีวีว่า ภาพวาด Lucy ของเขานั้นสูญหายไปจริงๆ แต่ต่อมา David Gilmour แห่งวง Pink Floyd เป็นคนหาพบ และได้อนุญาติให้ Julian ทำก็อปปี้เพื่อใช้ทำ Art Work ให้กับปกซิงเกิ้ล “Lucy”

ส่วนนี่คือ MV เพลง Lucy ของ Julian Lennon ที่แต่งให้กับ Lucy O’Donnell Vodden

8. Maggie Mae

หากฟังเพลงนี้แล้ว Maggie Mae ในเพลงคือหญิงโสเภณีในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งจริงๆ แล้วเพลงนี้มาจากเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ของเมืองลิเวอร์พูล ที่สะกดว่า  “Maggie May”  เล่าเรื่องของหญิงโสเภณีที่ปล้นกะลาสีเรือ และเป็นเหมือนเพลงประจำถิ่นของเมืองลิเวอร์พูลอย่างไม่เป็นทางการมาเกือบ 150 ปีแล้วค่ะ

9. Martha My Dear

เพลง Martha My Dear ของ The Beatles เพลงนี้ แต่งโดยลุงแมคคาร์ทนีย์ ซึ่งหากเดาเอาว่า Martha คือชื่อสาวคนหนึ่งของลุงล่ะก็ผิดแล้ว เพราะ Martha ที่ว่า คือ หมาพันธุ์ Old English Sheepdog ของลุงแกเอง!!!!!!!!

อย่างไรก็ตามชื่อ Martha นั้น แมคคาร์ทนีย์คงแค่หยิบเอาชื่อหมามาใช้ แต่เนื้อความของเพลงจริงๆ แล้วหมายถึง Jane Asher แฟนที่คบกันมายาวนานของแมคคาร์ทนีย์นั่นเองค่ะ เพราะหลังจากที่ Jane ถอนหมั้นกับเขาในปี 1968 แมคคาร์ทนีย์ก็แต่งเพลงนี้ โดยมีท่อนที่ว่า “…when you find yourself in the thick of it, help yourself to a bit of what is all around you…” และยังมีท่อนที่ว่า “You have always been my inspiration…” ซึ่งก็หมายถึง Jane Asher ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของแมคคาร์ทนีย์หลายๆ เพลง เช่น “All My Loving,” “And I Love Her,” “I’m Looking Through You,” “You Won’t See Me,” “We Can Work It Out,” “Here, There and Everywhere, และ”For No One”

Jane Asher อดีตคนรักของ Paul McCartney ผู้เป็นแรงบันดาลใจในหลายๆ เพลงของ The Beatles

แต่ก็นะ………เอาชื่อหมามาใส่แทนชื่อผู้หญิงนี่….Jane Asher จะรู้สึกยังไงหว่า?????

10. Maxwell’s Silver Hammer

อีตา Maxwell Edison นักเรียนแพทย์ที่ฆ่าแฟนสาวชื่อ Joan ด้วยค้อนเงินในเพลงของ The Beatles นั้น มาจากการเปรียบเทียบเปรียบเปรยของ Pual McCartney โดยเขากล่าวว่า ” Maxwell’s Silver Hammer เป็นการเปรียบเทียบของผม เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด อย่างที่มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ผมต้องการบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงมัน ซึ่งสำหรับผมมันก็คือตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมาชื่อว่า Maxwell กับค้อนเงิน (silver hammer) ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นเงิน (silver) เพราะมันก็แค่ฟังดูดีกว่าคำว่า Maxwell’s hammer เฉยๆ น่ะ”

จากการให้สัมภาษณ์ในปี 2005 Paul McCartney บอกว่าเพลงของเขาในสมัยก่อน อย่างเช่นเพลงนี้ มักจะเป็นการแต่งขึ้นขณะที่นึกอะไรได้ในหัว ซึ่งมักจะออกมาในแนวตลกและเสียดสี ซึ่งจริงแล้วอาจเป็นการแสดงออกของจิตใต้สำนึก โดยเขาบอกว่า “การเขียนเพลงดีพอๆ กับการไปพบจิตแพทย์เลยทีเดียว”

ซึ่งนั่นก็ไม่แปลกที่นักแสดงตลก Patton Oswalt จะตีความเพลงนี้ในเชิงจิตวิเคราะห์ว่า Maxwell’s Silver Hammer ก็คือการเรียกเข็มฉีดยาที่ฉีดเฮโรอีนในปริมาณที่เพอร์เฟ็ค ในภาษาที่นุ่มนวลขึ้นนั่นเอง!!

ในเรื่อง Across The Universe พี่ชายนางเอกชื่อ Max (รับบทโดย Joe Anderson) ซึ่งมีฉากหนึ่งที่ Max ถือค้อนอยูู่ในมือ เป็นการล้อเพลงของ The Beatles อย่างขำๆ

11. Michelle

เพลงดังอย่าง Michelle มีที่มาทั้งด้านคำร้องและสไตล์ของเพลงจากวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศสในเขต Left Bank ซึ่ง The Beatles ได้รับมาจากการที่แมคคาร์ทนีย์ไปงานปาร์ตี้ของพวกนักเรียนศิลปะ และได้เจอนักเรียนคนหนึ่งที่ไว้เคราแพะแสะใส่เสื้อยืดลายขวางกำลังร้องเพลงฝรั่งเศส ทำให้แมคคาร์ทนีย์จำเอาไปเขียนเพลงเลียนแบบเพื่อร้องเล่นขำๆ กับเพื่อน โดยเขียนคำมั่วๆ ที่ฟังเหมือนภาษาฝรั่งเศสแทนคำภาษาฝรั่งเศสจริงๆ (คล้ายๆ ที่นาธานพูดออกทีวีเลย 555) ซึ่งเพลงนี้ก็ร้องเล่นกันในวงอยู่พักใหญ่ จนถึงปี 1965 เลนน่อนก็แนะนำให้เอาเพลงนี้มาปัดฝุ่นใหม่เพื่อให้อยู่ในอัลบั้ม Rubber Soul โดยที่แมคคาร์ทนีย์ตัดสินใจที่จะยังคงฟีลแบบฝรั่งเศสเอาไว้ในเพลง ถึงกับไปปรึกษา Jan Vaughan ครูสอนภาษาฝรั่งเศสผู้เป็นภรรยาของ Ivan Vaughan เพื่อนเก่าของเขา เพื่อให้ได้ชื่อคนฝรั่งเศสและวลีที่เป็นจังหวะเข้ากัน จึงเป็นที่มาของ “Michelle, ma belle” นั่นเอง  แมคคาร์ทนีย์เห็นว่า Michelle, ma belle เป็นคำที่คล้องจองกันมาก เขาจึงแต่งประโยคในท่อนต่อไปว่า “these are words that go together well”  ซึ่งแปลภาษาฝรั่งเศสว่า “Sont des mots qui vont très bien ensemble, Très bien ensemble.” ที่เป็นเนื้อร้องในท่อนถัดไปนั่นเอง

12. Sgt.Pepper’s Lonely Hearts Club Band

ชื่อเพลง (และชื่ออัลบั้ม) ของ The Beatles เพลงนี้ แปลเป็นภาษาไทย คงได้ความประมาณว่า “วงชมรมคนหัวใจเปลี่ยวของจ่าเป๊ปเปอร์” ชื่อประหลาดๆ แบบนี้นั้น เริ่มแรกมีที่มาจากไอเดียของพอล แมคคาร์ทนีย์ ที่อยากจะให้อัลบั้มทั้งอัลบั้มมีลักษณะเป็นเหมือน role play โดยให้ The Beatles ทั้ง 4 คนมี alter-ego โดยใช้ชื่อวงชื่ออื่น และชื่อแทนตัวเองก็เป็นชื่ออื่นด้วย เพื่อเป็นอิสระในการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ ที่ฉีกไปจากเพลงแบบ The Beatles เก่าๆ (เพราะวงนี้มันไม่ใช่วงของ The Beatles นะ แต่มันเป็นวงของจ่าเป๊ปเปอร์ตะหาก!!!! แถมหัวหน้าวงก็ชื่อ Billy Shears ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ Ringo Starr นั่นเอง!!!)

ชื่อของ Sgt.Pepper (Sergeant Pepper) มีที่มาอย่างบังเอิญ โดยขณะออกทัวร์ Mal Evans ผู้เป็น road manager ของวงแกซื่อจัด ไม่รู้เลยว่าตัวอักษร S กับ P ที่อยู่บนขวดใส่เกลือกับพริกไทยที่มาพร้อมถาดอาหารบนเครื่องมันหมายถึงอะไร เลยหันไปถามพอล แมคคาร์ทนีย์ ซึ่งขณะที่แมคคาร์ทนีย์บอกว่า มันก็คือ Salt and Pepper ไงล่ะ! ก็เลยเกิดปิ๊งว่า โอ้วววว salt and pepper………sal…tan…..pepper……มันฟังดูเหมือน Sergeant Pepper เลยนะ ก็เลยเอามาใช้เป็นชื่อเพลง พร้อมกับชื่ออัลบั้ม และชื่อวงปลอมๆ นี่ซะเลย

Mal Evan เพราะความซื่อของลุงแก เลยเกิดเป็น Sgt.Pepper (ภาพนี้ถ่ายโดย Linda McCartney)

Mal Evans เพราะความซื่อของลุงแก Sgt.Pepper จึงถือกำเนิด (ภาพนี้ถ่ายโดย Linda McCartney)

……………..

ที่มาที่ไปของชื่อในเพลงของ The Beatles ก็จบแต่เพียงเท่านี้….

ว่าจะเขียนอย่างรวดเร็ว ดันเสร็จตอนตีสามกว่า

ใครเข้ามาอ่านหากว่างก็ช่วยเม้นท์หน่อยนะคะ

^^

………………

Posted by: mewzie | มกราคม 8, 2010

Inspiration of Names from The Beatles’ songs (1)

Happy New Year 2010 ค่ะ

ว่างเว้นจากการอัพบล็อกมานาน นอกจากไม่มีเวลาแล้วก็ยังขี้เกียจอีก

><

…..

นั่งเปิดคอมฟังเพลงวนไปวนมา เลยทำให้นึกถึงเรื่องที่จะเขียนได้

นั่นก็คือ…..ชื่อคน ในเพลงของ The Beatles ค่ะ

เคยสงสัยกันรึเปล่าว่า.. Jude, Eleanor Rigby, Lucy…… มันคือใครกันวะ???

(บางคนอาจจะไม่สงสัย….แต่ชั้นสงสัยเว่ย)

บางเพลงเคยได้ยิน ได้อ่านมาบ้าง แต่ถ้าจะเขียนทั้งทีก็ควรเขียนให้มันครบใช่มั้ยคะ?

เลยต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาพอสมควร

ในที่นี้ก็ขอกราบขอบพระคุณ wikipedia สำหรับข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้า

ที่ช่างเป็นประโยชน์กับคนช่างสงสัยอย่างข้าพเจ้าเป็นอย่างสูง

_ / \ _

……

มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ขอเรียงตามตัวอักษรแล้วกันนะคะ เพื่อความสะดวกของผู้เขียนค่ะ ^^

1. Being for the Benefit of Mr.Kite!

สงสัยเหลือเกินว่า Mr.Kite นี่มันเป็นใคร พอได้ทราบที่มาปุ๊บ ก็ทำให้รูว่ามันไม่ใช่แค่ชื่อที่คิดขึ้นมาลอยๆ นะเออ แต่มันมาจากการที่ตอนไปถ่าย MV เพลง Strawberry Fields Forever ที่ Kent ลุงเลนน่อนแกไปร้านขายของเก่า และไปเจอกับโปสเตอร์คณะละครสัตว์สมัยศตวรรษที่ 19 ของ Pablo Fanque ซึ่งมีนักแสดงชื่อว่าคุณ William Kite นั่นเองค่า… ลุงเลนน่อนแกคงถูกใจมาก เลยซื้อโปสเตอร์นี้กลับมาแถมเอามาแต่งเพลงอีกด้วย (สังเกตดีๆ ในเนื้อเพลงยังมีชื่อของ Mr.Henderson อยู่ด้วยแน่ะ)

นี่คือโฉมหน้า Poster ละครสัตว์ดังกล่าว

2. Dear Prudence

คนที่ได้ดูหนัง Across The Universe (Julie Taymore, 2007) คงได้คุ้นกับ Prudence ตัวละครเลสเบี้ยนสุดเพี้ยน (ที่อยู่ๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้) เพราะชื่อตัวละครหลักทั้งหมดในเรื่องก็มาจากชื่อเพลงของ The Beatles ทั้งนั้นเลยค่ะ (บางคนอาจสงสัยว่า แล้ว Jojo ล่ะฟระ ไม่เห็นมีเพลงชื่อ Jojo สักหน่อย……เอ่อบ Jojo มันอยู่ในเพลง Get Back เฟ้ยยยยยยย)

พล่ามไปเยอะ ยังไม่ได้พูดถึงที่มาของ Prudence เลย คุณ Prudence ในเพลงนี้ คือน้องสาวของดาราสาว Mia Farrow ชื่อ Prudence Farrow (เห็นว่าเป็นดาราด้วยเหมือนกัน) ซึ่ง The Beatles ไปเจอตอนไปฝึกสมาธิกรรมฐานที่อินเดียกับ Maharishi Mahesh Yogi เป็นโยคีที่โด่งดังในด้านสมาธิ เรียกว่า Trancendental Meditation (TM) ซึ่งพวกคนดังในสมัยนั้นคงจะฮิตไปปฏิบัติกัน (รวมถึง The Beach Boys, Jane Fonda, The Rolling Stone, Stevie Wonder ด้วย)  โดย Prudence เนี่ย โศกเศร้าและเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องตลอดเวลาฝึกสมาธิ เลนน่อนคงรู้สึกเห็นใจ เลยแต่งเพลงให้ โดยมีท่อนที่ร้องว่า “would you come out to play” นั่นเอง

ภาพ The Beatles ตอนไปฝึกสมาธิกับ Maharishi

นี่ล่ะคือ Prudence ตอนไปฝึกสมาธิ และเจอกับ The Beatles

3. Doctor Robert

ในเพลงพูดถึง Dr.Robert ว่าเป็นคนให้ a drink from his special cup ซึ่งดื่มช่วยให้รู้สึกดีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน เมื่อไหร่ก็จะเรียกหาแต่ Dr.Robert ที่มาของ Dr.Robert นั้น เป็นที่แน่ชัดว่าหมายถึง Dr.Robert Freymann ซึ่งเป็นหมอที่จ่ายยาแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากให้กับพวกคนดัง! และยังเป็นเจ้าของหนังสือ “What’s So Bad About Feeling Good” (ซึ่งค่อนข้างจะชัวร์ว่าเป็นคนนี้ เนื่องจากใน Across The Universe ก็มีคาแรกเตอร์ Doctor Robert ที่รับบทโดย Bono แห่ง U2 ก็เป็นดอกเตอร์เพี้ยนๆ จัดปาร์ตี้ที่ดูมั่วยาเพื่อโปรโมทหนังสือ!) แต่บ้างก็ว่าหมายถึง Dr.Charles Roberts นักจิตวิทยาใน New York แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เลนน่อนบอกว่า Dr.Robert ก็คือตัวเขาเอง!! โดยลุงแกบอกด้วยว่า “I was the one who carried all the pills on tour … in the early days”

โฉมหน้าของ Dr.Robert Freymann และหนังสือของเขา

Bono ในบท Dr.Robert ใน Across The Universe (พันช์สีชมพูในมือคาดว่าเป็น his special cup ในเพลง เพราะในฉากนี้ทุกคนในปาร์ตี้ดื่ม แล้วหนังก็ออกอาการเหมือนเมายา!)

4. Eleanor Rigby

ชื่อคนหลายๆ เพลงของ The Beatles ที่แต่งโดยพอล แมคคาร์ทนีย์ จะไม่ได้มีที่มาที่ไปอะไรมาก อยู่ๆ ก็มีชื่อนี้เข้ามาในหัวเองซะงั้น (ต่างจากเพลงที่แต่งโดยจอห์น เลนน่อน จะมีความหมายและมีที่มาซับซ้อนกว่า) โดยทีแรกนั้น ชื่อที่เข้ามาในหัวของท่านเซอร์พอลแว่บแรกคือ Daisy Hawkins (ช่างห่างไกลกับ Eleanor Rigby อย่างยิ่ง) โดยลุงพอลบอกว่า “ลุงกำลังนั่งเล่นเปียโน และก็แว่บท่อนนึงเข้ามาในหัว มีเนื้อว่า ‘Daisy Hawkins picks up the rice in the church‘ และอีกไม่กี่วันถัดมา ก็นึกบางท่อนบางคำขึ้นมาได้ คือ Father McCartney กับ all the lonely people แต่ลุงก็คิดว่าคนฟังคงตั้งคำถามว่าทำไมพ่อของลุงต้องมานั่งเย็บถุงเท้าด้วย (ท่อนนั้นร้องว่า darning his socks in the night when there’s nobody there.) ลุงก็เลยนั่งเปิดหาชื่อใน telephone book แล้วก็ได้ชื่อ Father McKenzie มาแทน”

ทีแรกพอลจินตนาการว่า Daisy ต้องเป็นหญิงสาวรุ่น แต่คิดไปคิดมา คนที่ทำความสะอาดโบสถ์ก็ควรจะเป็นคนที่มีอายุหน่อย ชื่อ Daisy คงฟังดูเด็กไป ลุงพอลเลยได้ชื่อ Eleanor มาจากชื่อของ Eleanor Bron นักแสดงที่แสดงร่วมกันในหนังเรื่อง Help! ส่วน Rigby นั้นก็มาจากร้านในเมือง Bristol ที่ชื่อ Rigby & Evens Ltd, Wine & Spirit Shippers ซึ่งปรากฏในฉากหนึ่งของหนังเรื่อง The Happiest Days of Your Life ที่ Jane Asher แฟนเก่าของลุงพอลแสดง โดยในปี 1984 ลุงพอลได้บอกว่า “ลุงอยากได้ชื่อที่ฟังดูเป็นธรรมชาติมากๆ แล้ว Eleanor Rigby ก็ฟังดูเป็นธรรมชาติดี”

The Beatles กับ Eleanor Bron

5. Hey Jude

เพลงฮิตอย่าง Hey Jude นี้ ทีแรกใช้ชื่อว่า Hey Jules ซึ่งแมคคาร์ทนีย์แต่งให้ Julian Lennon (ลูกชายของจอห์น เลนน่อนกับที่เกิดกับภรรยา Cynthia) เพื่อเป็นการปลอบใจในช่วงที่พ่อแม่ของเขาหย่ากัน จากการที่จอห์นไปมีความสัมพันธ์กับโยโกะ โดยขณะที่จอห์นกับซินเธียแยกกันอยู่นั้น พอลได้ไปเยี่ยมซินเธียกับจูเลี่ยนอยู่บ่อยๆ โดยขณะที่พอลขับรถไปเยี่ยมก็ได้นึกแต่งเพลง Hey Jules ขึ้นในรถ โดย Jules ก็หมายถึง จูเลี่ยน เลนน่อน นั่นเอง แต่ที่เปลี่ยนเป็น Jude ก็เนื่องจากว่าเวลาร้องแล้วชื่อ Jude นั้นร้องง่ายกว่า (คิดแล้วก็จริงอยู่ เพราะจะร้อง Hey Jules, Hey Jules, Hey Jules, Hey Jules, Hey Jules, Heyyyyy……….ก็คงจะยาก)

เพลงนี้แสดงถึงความสนิทสนมกันของพอลกับจูเลี่ยนได้เป็นอย่างดี โดยที่จูเลี่ยนเคยออกมาพูดว่าเขาสนิทกับพอลยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ อย่างจอห์นซะอีก และเท่าที่จำความได้ เขานึกภาพตัวเองตอนเด็กๆ เล่นกับพอลชัดกว่าภาพของเขากับพ่อ!

อย่างไรก็ตาม จอห์น เลนน่อน ก็คิดว่าเพื่อนรักอย่างพอลแต่งเพลงนี้ให้เขา! โดยลุงเลนน่อนบอกว่า ขณะที่กำลังมีเรื่องชู้สาวกับโยโกะ พอลนั้นต้องการให้เขาหยุดความสัมพันธ์กับโยโกะ แต่เพลงนี้เป็นเหมือน Subconcious ของพอล ที่บอกให้ลุงแก Go ahead แต่เมื่อจอห์นบอกอย่างงี้ พอลก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เขียนให้จอห์น แต่เขียนให้ตัวเขาเอง ซึ่งก็ตรงกับที่มีคนวิเคราะห์เหมือนกันว่า ขณะที่พอลแต่งเพลง เป็นช่วงที่กำลังเลิกกับ Jane Asher ที่คบกันมายาวนาน จึงแต่งเพลงนี้ ซึ่งเป็นจิตไร้สำนึกที่พอลกำลังปลอบใจตัวเอง………ก็ว่ากันไปค่ะ….

Julian และ Cynthia Lennon ภาพถ่ายในปี 1968 หลังจากที่ John ทิ้งไปหา Yoko

Julian Lennon ในปัจจุบัน

ใน Across The Universe พระเอกที่รับบทโดยหนุ่มหล่อ Jim Sturgess นั้นก็ชื่อ Jude มาจากเมืองลิเวอร์พูลเหมือน The Beatles แถมยังเชียร์หงส์แดงอีกตะหาก

6. Lovely Rita

Lovely Rita meter maid ในเพลงนั้นพูดถึงตำรวจจราจรสาวค่ะ โดยคำว่า meter maid นั้นเป็นอเมริกันสแลง หมายถึง จราจรหญิง  พอลบอกว่า ขณะที่เล่นเปียโนแต่งเพลงนี้อยู่ที่บ้าน ก็มีคนบอกว่าที่อเมริกาคนเรียกจราจรหญิงว่า meter maid พอลเห็นว่ามันไพเราะคล้องจองกันดีที่ร้องว่า Lovely Rita meter maid เลยใช้คำๆ นี้ซะเลย ซึ่งผลก็คือ…..คนอังกฤษไม่เก็ทค่ะ

ที่มาของ Lovely Rita meter maid นั้น มาจากจราจรสาวที่จริงๆ แล้วมีชื่อว่า Meta Davis ซึ่งออกใบสั่งให้พอลที่ Garden Road ขณะจะไป Abbey Road Studios ซึ่งแทนทีพอลจะโกรธ เขาก็ยอมรับด้วยความยินดี และยังนำมาแต่งเพลงด้วย (สงสัยเจ๊แกคงจะสวยแน่ๆ) เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงใช้ชื่อ Rita พอลก็บอกว่า “สำหรับผมแล้ว เธอเหมาะกับชื่อ Rita”

…….

ขอจบ part 1 แต่เพียงเท่านี้ จะให้เขียนหมดทีเดียวคงไม่ไหว

เพราะตอนนี้เหนื่อยและง่วงมาก

และเพลงของ The Beatles ก็มีเยอะเหลือเกิน

ขอยกยอดไปต่อ part 2 ในครั้งหน้าค่ะ

……..

Posted by: mewzie | ธันวาคม 14, 2009

มารู้จัก Gael Garcia Bernal ให้ลึกๆ

.
.
.

Gael Garcai Bernal คือใคร???

.

.

ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูคนทั่วไปมากนัก

แต่ในหมู่ผู้ชื่นชอบภาพยนตร์นอกกระแสแล้ว Gael Garcia Bernal คือดาราหนุ่มที่ฮ็อตสุดๆ

…..

Gael Garcia Bernal ถือเป็นดาราเม็กซิกันที่ดังที่สุด เขาถูกเรียกว่า “The Darling of Mexico” ถึงแม้จะสูงแค่ 5 ฟุต 7 นิ้ว แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาต่ออาชีพทางการแสดงเลย เพราะเขาแสดงโดยใช้ฝีมือล้วนๆ (บวกกับหน้าตาที่หล่อซะเหลือเกิน 55+)

.
.
.

Gael เกิดในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นนักแสดงทั้งคู่ ซึ่งก็ส่งอิทธิพลต่ออาชีพการแสดงของเขาเป็นอย่างมาก เพราะ Gael เข้าเรียน acting ในขณะที่อายุได้ 1 ขวบ เท่านั้น!!!!!!!!!! และเขาก็เริ่มอาชีพทางการแสดงตั้งแต่ยังวัยรุ่น โดยการแสดงละครทีวีของเม็กซิโก (คิดว่าคงเป็นพวกละครน้ำเน่าแบบที่คนเม็กซิกันกับคนสเปนชอบดูนั่นแหละค่ะ)  และนั่นทำให้ Gael กลายเป็นขวัญใจของชาวเม็กซิกันเลยทีเดียว

.
.
.

แต่ Gael ก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น พออายุ 19 เขาก็จากบ้านเกิดไปเรียน acting ที่ลอนดอน และต่อมา Alejandro Gonzalez Inarritu ผู้กำกับชาวเม็กซิกัน ก็ทาบทามให้ Gael มาแสดงหนังเรื่องแรกในชีวิต คือ Amores Perros (2000) หนังที่ว่าด้วยเหตุการณ์หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อหลายๆ ชีวิตเป็นลูกโซ่ (และต่อมา Inarritu ก็ทำหนังแนวเดียวกันออกมาอีก ได้แก่ 21 Grams และ Babel) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขา Best Foreign Language Film ครั้งที่ 73 ด้วย

.
.
.

หลังจาก Amores Perros แล้ว ปี 2001 Gael ก็มีผลงานภาพยนตร์ออกมาอีก 3-4 เรื่อง แต่ที่แจ้งเกิดให้กับเขา ก็คือเรื่อง  Y tu mama tambien (2001) หนัง Coming-of-Age สไตล์ Road Movie ของผู้กำกับ Alfonso Cauron (คนเดียวกับที่ทำแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาค 3 นั่นแหละจ้ะ) ซึ่งในเรื่องนี้ Gael รับบทเป็น Julio หนุ่มวัยรุ่นเพื่อนซี้กับ Tenoch (รับบทโดย Diego Luna) ที่พยายามแย่งกันจีบสาวที่อายุมากกว่าโดยชวนนั่งรถไปทะเล ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้นก็ทำให้ทั้ง Julio และ Tenoch ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง (?????) และเติบโตเป็นผู้ใหญ่

.

.

……

(เรื่องนี้ Recommended มากๆ ค่ะ ไม่อยากเล่ามาก เพราะจะเป็นการสปอยล์อย่างใหญ่หลวง)

.
.
.

หลังจากดังสุดๆ กับ Y tu mama tambien แล้ว Gael ก็มีผลงานภาพยนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่ได้รับบทที่ท้าทายความสามารถ รวมถึงได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังมากมาย เช่น

  • El Crimen del Padre Amero (2002) ที่ Gael รับบทเป็นบาทหลวงที่ทำผู้หญิงท้อง เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของเม็กซิโก
  • Bad Education (2004) ของผกก.เจ้าป้า Pedro Almodovar ที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ Gael ได้ใช้ความสามารถด้านการแสดงอย่างเต็มที่เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากเขาแสดงถึง 3 บทบาท ในเรื่องเดียว!!!
  • The Motorcycle Diaries (2004) ของผกก. Walter Salles ที่ Gael รับบทเป็น Che Guevara สมัยยังหนุ่ม ที่ละทิ้งการเรียนหมอชั่วคราว แล้วท่องโลกโดยการขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งการเดินทางดังกล่าวทำให้เขาเรียนรู้โลก และเป็นจุดผลักดันให้ Che กลายเป็นผู้นำการปฏิวัติในละตินอเมริกา
  • Babel (2006) หนังที่เข้าชิง 7 รางวัลในเวทีออสการ์ครั้งที่ 79 รวมถึงรางวัล Best Picture เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Gael กับ ผกก. Innarritu ทำให้ Gael ได้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในแวดวงฮอลลีวู้ด ซึ่งในเรื่องนี้เขารับบทเป็นหนุ่มเม็กซิกันเลือดร้อนที่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่อเมริกันในการข้ามแดน (แต่เรื่องนี้บทน้อยไปนิด เพราะโดนกลบด้วยรัศมีของ Brad Pitt ><)
  • The Science of Sleep (2006) หนังกลิ่นอายเซอร์เรียลของผกก.ฝรั่งเศส Michel Gondry (ผกก. Eternal Sunshine of the Spotless Mind) Gael รับบทเป็นชายที่มีปัญหากับการใช้ชีวิตและความรัก เนื่องจากเขาแยกชีวิตจริงกับความฝันไม่ออก!
  • Blindness (2008) หนังของ Fernando Meirelles (ผกก. City of God) ที่แสดงประกบ Julianne Moore และ Mark Ruffalo
  • Rudo Y Cursi (2008) หนังเม็กซิกัน ที่ Gael แสดงประกบ Diego Luna ดาราคู่หูจาก Y tu mama tambien อีกครั้ง!
  • Mammoth (2009) หนังของผกก.สวีเดน Lukas Moodysson ที่เข้าฉายใน Bagkok Film Festival ปีนี้ เป็นหนังสะท้อนปัญหาสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ โดยเล่าผ่านครอบครัวของสองสามีภรรยา (Gael และ Michelle Williams) ซึ่งเรื่องนี้เข้ามาถ่ายทำในไทยด้วย โดยที่นักแสดงไทยผู้โชคดีที่ได้ร่วมแสดงกับ Gael ก็คือ รัน-ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ !!!!!!!!!
  • The Limits of Control (2009) ของ ผกก. Jim Jarmusch และกำกับภาพโดย Christopher Doyle

.
.
.

ฯลฯ

นอกจากแสดงหนังแล้ว Gael ยังผันตัวมากำกับเองอีกด้วยถึง 2 เรื่องคือ Deficit (2007) และ 8-’The Letter’ (2009)

………

พูดถึงเรื่องงานมาแล้ว ไฉนเลยเราถึงจะไม่พูดถึงเรื่องส่วนตัวบ้าง 5555555

Gael เคยเดทกับ Natalie Portman ตั้งปีกว่า (2003-2004) หากจะนึกภาพคงต้องเป็นคู่ที่ฮ็อตมากจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเลิกกับ Natalie ไปแล้ว พวกเราทั้งหลายก็ยังคงหมดหวังอยู่ดี

เนื่องจาก….Gael มีลูกชาย อายุจะครบขวบอยู่แล้ว ชื่อว่าน้อง Lazaro โดยแม่ของลูกก็คือดาราชาวอาร์เจนตินา Doroles Fonzi ค่ะ T_T

…….

คงรู้จักกับ Gael Garcia Bernal กันไปพอสมควรแล้วนะคะ หากอยากรู้ให้ลึกขึ้น สามารถเข้าไปที่ fansite ได้ที่ www.gaelfan.net (เว็บนี้เค้ามีทุกอย่างจริงๆ)

…..

ปิดท้ายด้วย Quote สุดจะคมจาก Gael โดยพี่แกฝากมาบอกว่า…

“The talent survives and remains while the beauty is diluted.”

โอ้วววววววววว………………………คนอะไรพูดได้หล่อเหมือนหน้าตาจริงๆ ><

.

.
.

คราวที่แล้วเล่าเรื่องหนังโปรด (Chungking Express) ไปแล้ว

คราวนี้เลยอยากเปลี่ยนอารมณ์เหงาๆ มาเล่าถึงหนังที่เพิ่งดูล่าสุดบ้าง

คือเรื่อง Fast Food Nation หนังปี 2006 ของ Richard Linklater

ใครที่ประทับใจหนังของ Linklater อย่างหนังรักสุดอินดี้อย่าง Before Sunrise และ Before Sunset

หรือหนังตลกโปกฮาแต่แฝงแง่คิดอย่าง School of Rock มาแล้ว เราคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าทำให้ผิดหวังนะคะ

…..

Fast Food Nation ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกัน เล่าเรื่องราวตีแผ่ธุรกิจ Fast Food อย่างที่ทำให้หลายๆ คนไม่กล้ากินอาหารขยะ

……..

โดยมีตัวละครหลักคือ Don Anderson (รับบทโดย Greg Kinnear คุณพ่อ loser แห่ง Little Miss Sunshine) พนักงานระดับสูงของบริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ด Mickey’s (ที่มีเมนูเด็ดคือ Big One เหมือนกับ Big Mac และ Whopper) โดย Don ได้รับคำสั่งจากผู้บริหาร ให้ไปตรวจสอบโรงงานผลิตเนื้อที่เป็น Supplier เนื่องจากว่ามีการสุ่มตรวจเจอเชื้ออีโคไลในเบอร์เกอร์ของร้านมากเกินกว่ามาตรฐานกำหนด นั่นก็หมายความว่ามีขี้วัวปนอยู่ในเนื้อนั่นเอง!!!!!!!!!!!!!!!!!

……..

นั่นทำให้ Don ต้องเดินทางไปโรงงานผลิตเนื้อถึงโคโรลาโด และหนังก็ทำให้เราเห็นถึงที่มาของกระบวนการผลิต ที่นอกจากจะเรียกได้ว่าไม่ได้มาตรฐานแล้ว ยังพูดได้ว่าโหดร้ายทารุณเป็นอย่างยิ่ง นอกจากหนังจะเล่าเรื่องผ่านทางตัวเอกอย่าง Don ที่มาตามสืบเสาะหาข้อมูลเรื่องเนื้อปนเปื้อนแล้ว ยังมี sub-plot เล่าเรื่องราวของผู้อพยพชาวเม็กซิโกที่ต้องข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายมาอเมริกาเพื่อทำงานในโรงงานผลิตเนื้อ ลูกจ้างร้านฟาสต์ฟู้ด และกลุ่มนักศึกษาที่พยายามต่อต้านความอยุติธรรมของโรงงาน

……..

หนังแสดงให้เห็นว่ากว่าจะได้เบอร์เกอร์ที่เรากินแค่หนึ่งอันนั้น มันทำให้หลายๆ คน หลายๆ ชีวิตได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ตั้งแต่วัวที่ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด (ฉากฆ่าติดตามากจริงๆ) แรงงานเม็กซิกันที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงประชาชนทั้งหมดที่ตกอยู่ภายใต้ความเห็นแก่ตัวของระบอบทุนนิยม ซึ่งทั้งหมดนี้นั้นมาจากเหตุผลเพียงแค่ความมักง่ายเห็นแก่ผลประโยชน์และกำไรของพวกนายทุน!!!!!!!!

……..

สังเกตจากชื่อหนังแล้ว  Fast Food Nation คงไม่ได้หมายความเพียงแค่ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงประเทศต้นกำเนิดฟาสต์ฟู้ดอย่างอเมริกา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับบริษัท Mickey’s และ โรงงานผลิตเนื้อในหนังเรื่องนี้ เพราะมันแสดงถึงการให้ความสำคัญกับระบอบทุนนิยมอย่างเห็นแก่ตัวแบบอเมริกา ที่ส่งผลกระทบไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยนอกจากทางด้านการกระทำอันทำให้ประเทศอื่นเสียเปรียบแล้ว ยังส่งผลที่ร้ายแรงกว่านั่นก็คือการครอบงำด้านแนวคิดและทัศนคติแบบทุนนิยม (เช่น ในหนังบอกเราว่า การอพยพมาทำงานของแรงงานเม็กซิกัน ก็เพราะอเมริกาให้ค่าจ้างสูง หรือการที่สาวเม็กซิกันยอมนอนกับเจ้านาย เพื่อให้ได้งานทำ เป็นต้น)

……..

โดยสุดท้ายแล้วแม้ว่าหนังจะจบอย่างชนิดที่เรียกว่า ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต่อสู้หรือแก้ไขอะไรกับระบอบนายทุนได้ เนื่องจากคนที่ต่อสู้เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ แต่สิ่งที่ต้องต่อต้านนั้นยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ตัวหนังก็กลับมาตั้งคำถามกับคนดูว่า หากทุกๆ คนไม่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองแล้วจะเป็นอย่างไร จะปล่อยให้ทุนนิยมครอบงำชาวโลกเช่นนี้ต่อไปหรือ????

………….

อ่านที่เขียนมาแล้วบางคนอาจเห็นว่าหนังนำเสนอในมุมมองที่ซีเรียส แต่ไม่ใช่เลยค่ะ Linklater ยังคงเล่าในมุมที่สนุกเหมือนกับดู School of Rock เวอร์ชั่นสารคดี นอกจากนี้เรายังเพลิดเพลินกับดาราดังอีกเพียบ ที่นอกจาก Greg Kinnear แล้ว ยังมี Paul Dano (พี่ชายใบ้และจิต จาก Little Miss Sunshine), Bruce Willis, Ethan Hawke (ที่ร่วมงานกับ Linklater อีกแล้ว), Wilmer Valderrama (หนุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนสุดฮาจาก That ’70s Show), และ Avril Lavigne กับบทนักศึกษานักรณรงค์!!!!!!!!!!!!!!! เป็นต้น

……………….

ป.ล. ตอนนี้กำลังรอดูหนังใหม่ของ Linklater เรื่อง Me & Orson Welles อย่างใจจดใจจ่อ เพราะนอกจากผกก.อย่าง Linklater กับเรื่องราวของออร์สัน เวลส์ แล้ว หนังยังน่าติดตามเพิ่มขึ้นเมื่อมีนักแสดงอย่าง Zac Efron ^^ โอ้ววว น่าดูค่ะ

……..

เคยดูหนังเรื่องไหนซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบไม่มีทางเบื่อเลยรึเปล่าคะ?

สำหรับเราแล้ว Chungking Express (Wong Kar-Wai, 1994) เป็นเรื่องที่ว่า

….

เป็นเรื่องที่ดูครั้งแรกในชั้นเรียน Contemp World Cinema เมื่อปีที่แล้ว

หลังจากดูจบปุ๊บ ก็รู้สึกหลงรักทันที

และต้องตามหาแผ่นมาครอบครอง เพื่อจะได้ดูซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทำไมหนังของหว่องกาไวเรื่องนี้ถึงทำให้เราดูอีกได้ไม่รู้จักเบื่อ?

เพราะเพลง soundtrack เพราะๆ ที่เปิดตลอดเรื่องจนติดหู

เพราะความน่ารักแบบติ๊งต๊องของทาเคชิ คาเนชิโร่ ในบทตำรวจ 223

เพราะความลึกลับและมีเสน่ห์ของหลินชิงเสียในบทสาวผมทอง

เพราะความสดใสของเฟย์ หว่อง กับบทอาเฟย

หรือจะเป็นเพราะความเท่ของเฮียเหลียงเฉาเหว่ย ในบทตำรวจ 633

…..

หรือว่าทั้งหมดเป็นเพราะอารมณ์เหงาๆ แต่โรแมนติก ตามแบบฉบับของหว่องกาไว

…..

เป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก ไม่รู้เพราะอะไรที่ทำให้เราหลงรักหนังของหว่องกาไว

ทั้งๆ ที่เราไม่ใช่คนเหงาๆ แล้วก็ไม่ใช่คนโรแมนติกแน่ๆ

แต่เมื่อไหร่ที่ดูหนังของหว่องกาไวแล้ว มันรู้สึก “โดน” ทุกที

นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า หนังของหว่องกาไว

เป็นหนังที่สามารถกระชากเอาความเหงา และความโรแมนติก

ที่บางคนอาจจะอยู่ลึกสุดๆ ออกมาให้รู้สึก “อิน” ไปกับตัวละครได้

….

ความรู้สึกเจ็บปวด เมื่อโดนแฟนทิ้งในวัน April Fool’s

ความรู้สึกพะอืดพะอม เมื่อต้องทนกินสับปะรดกระป๋อง 30 กระป๋องในคืนเดียว

ความรู้สึกเหงา เพราะไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับใครได้

ความรู้สึกหดหู่ จมอยู่กับอดีต หวังว่าแฟนจะกลับมา จนต้องระบายผ่านการคุยกับสบู่และผ้าขี้ริ้ว

ความรู้สึกสุขใจ เมื่อได้ทำอะไรให้คนที่รัก แม้ว่าเค้าจะไม่รู้ก็ตาม

…..

ขอบคุณหว่องกาไว ที่ถ่ายทอดความเหงาและความโรแมนติกมาให้คนดูอย่างเรา

และทำให้รู้ว่าถ้าจะมีอารมณ์เหงาบ้างก็ไม่ผิด….

ก็แหม…….มันโรแมนติกดีออกนี่นา

ป.ล. ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศ อยากเหงาๆ บ้าง แนะนำให้ไปหาหนังของหว่องกาไวมาดูซักเรื่องค่ะ

หมวดหมู่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.